สัมผัสมนต์เสน่ห์ของดอกพญาเสือโคร่ง ที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)

โครงการหลวงขุนวาง หรือศูนย์วิจัยการเกษตรขุนวางเป็นสถานีวิจัยบนไหล่เขาอินทนนท์ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากดอยอินทนนท์เป็นดอยที่มีความสูงที่สุดในประเทศ เมื่อถึงฤดูหนาว ไม้ดอกเมืองหนาวนานาชนิดก็จะผลิบานเต็มที่ อวดสีสันสดใสให้เราได้ชมอย่างไม่ยอมน้อยหน้ากัน พืชพรรณบางชนิดมีให้ชมตลอดทั้งปี แต่สำหรับดอกนางพญาเสือโคร่งหรือเชอร์รีป่าแห่งหิมาลัย (Wild Himalayan Cherry) นั้น จะบาน สพรั่งแค่ปีละครั้ง แต่ละครั้งจะบานราว ๆ 1-2 สัปดาห์แล้วค่อย ๆ โรยไป

ดอกนางพญาเสือโคร่งมีสีขาว ชมพู และแดง ออกเป็นช่อใกล้ปลายกิ่ง มองเผิน ๆ ดูคล้ายคลึงกับดอกซากุระ ดอกไม้งามขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เอง ดอกนางพญาเสือโคร่งจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ซากุระเมืองไทย”

การเดินทางไปยังโครงการหลวงขุนวาง 

รถยนต์ส่วนตัว ศูนย์วิจัยการเกษตรขุนวาง ใช้เวลาขับรถจากสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ประมาณ 2 ชั่วโมง จากสนามบินใช้เส้นทางหมายเลข 108 แล้วเลี้ยวขวาสู่ถนนหมายเลข 1009 ที่อำเภอจอมทอง มุ่งหน้าสู่ดอยอินทนนท์ ที่กิโลเมตรที่ 31 ให้เลี้ยวขวาไปยังถนนหมายเลข 1284 เพื่อเข้าสู่ศูนย์วิจัยฯ เส้นทางอาจคดเคี้ยวเล็กน้อย แต่โดยรวมถนนอยู่ในสภาพดี ยกเว้นบริเวณก่อนถึงทางเข้าสถานีเกษตรแม่จอนหลวง ที่อาจพบกับหลุมบ่อหลายแห่ง เป็นระยะทางประมาณ 500 เมตร

รถเหมา นักท่องเที่ยวสามารถหารถเหมาจากในตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วตรงไปยังขุนวางได้เลย หรือจะนั่งรถประจำทาง (สีเหลือง) ที่จอดให้บริการอยู่ที่สถานีขนส่งช้างเผือกไปยังอำเภอจอมทอง แล้วหารถเหมาไปส่งถึงที่ก็ได้

กิจกรรมการท่องเที่ยวภายในโครงการหลวงขุนวาง

เที่ยวชมนางพญาเสือโคร่ง ช่วงเวลาการผลิบานของดอกนางพญาเสือโคร่งค่อนข้างยากที่จะคาดการณ์ เพราะมักจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศในช่วงเวลานั้น โดยปกตินางพญาเสือโคร่งจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ แนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าก่อนการเดินทาง นักท่องเที่ยวควรติดตามข่าวสารเป็นประจำ จะได้ไม่พลาดโอกาสในการเข้าชมดอกไม้ชนิดนี้

ชมแปลงสาธิตไม้เมืองหนาวหลายชนิด ถือเป็นอีกหนึ่งในไฮไลท์ของสถานีเกษตรขุนวางและแม่จอนหลวง ซึ่งผู้เข้าชมสามารถเดินดูรอบ ๆ สถานีเพื่อถ่ายรูประยะใกล้และเด็ดชิมผลไม้สด ๆ จากต้นได้

เที่ยวตลาดนัดผักผลไม้สดโครงการหลวง เปิดทำการทุกวัน ณ บริเวณประตูหลักของศูนย์วิจัยเกษตรขุนวาง จำหน่ายผักสดจากแปลงหลายชนิด เช่น ถั่วหวาน, บร็อคโคลี่, มะเขือเทศ, มะเขือเทศราชินี, หอมใหญ่, หัวไชเท้า, และพริกหยวก ในส่วนของผลไม้ก็จะมีองุ่นไร้เม็ด, กีวี่, ลูกพลัม, สตรอว์เบอร์รี่, เคพกู๊สเบอร์รี่ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนั้นยังมีใบชาจีนและใบชาสเปนอบแห้งวางจำหน่ายด้วย

ค้างแรมสัมผัสธรรมชาติ ไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์แปรรูปและผลิตผลทางการเกษตรเท่านั้น แต่โครงการหลวงขุนวางยังมีบริการที่พักให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับธรรมชาติในฤดูหนาวที่สมบูรณ์แบบด้วย สำหรับที่พักภายในศูนย์ มีบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 4-5 หลัง แต่ละหลังพักได้ไม่เกิน 10 คน สถานที่กางเต็นท์มีด้วยกันสองจุด อยู่ที่บริเวณลานหญ้าหน้าอาคารสำนักงานและบริเวณหุบรับเสด็จ มีอาหารบริการที่โรงอาหารของศูนย์วิจัยฯ พร้อมกาแฟอาราบิก้าให้ชิมฟรี

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ใกล้ชิดวิถีชีวิตชาวเขา ประชากรหลักในพื้นที่โครงการหลวงขุนวางคือชาวเขาเผ่าม้งและเผ่ากะเหรี่ยง โดยช่วงปีใหม่จะมีงานปีใหม่ของชาวม้ง และงานข้าวใหม่ของชาวกะเหรี่ยงให้ชม

เรียกได้ว่าเป็นทริปการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่สุดแสนจะครบรส ท่ามกลางความสวยงามของหมอกขาวที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขา รับรองว่าคุณจะตกหลุมรักการเที่ยวชมโครงการหลวงขุนวางไปอีกนานแสนนาน และทุกปีคุณจะต้องกลับมาตากลมหนาวที่นี่อีกครั้ง 

เที่ยวอีสานใต้ เรียนรู้วิถีชีวิตชาวเขมรถิ่นไทย

ดินแดนอีสานใต้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมปราสาทขอม ในอายุระหว่างพุทธศตวรรษ 16-18 กระจายตัวอยู่ทั่วทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ในแต่ละจังหวัดมีไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง ซึ่งในจังหวัดต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาเขมรมาจนถึงสมัยปัจจุบัน หรืออีกชื่อว่า “เขมรถิ่นไทย”

ในบทความนี้ เราขออาสาพาคุณไปศึกษาเส้นทางวัฒนธรรมของเขมรถิ่นไทยในแถบอีสานใต้ เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความตระหนักในคุณค่าของมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติสืบไป

เที่ยวชมปราสาทขอมอายุกว่าหนึ่งพันปี ในจังหวัดศรีสะเกษ ที่ตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอำเภอต่าง ๆ เช่น อุทุมพรพิสัย กันทรลักษณ์ ราษีไศล ห้วยทับทัน เมืองจันทร์ บึงบูรพ์ ไพรบึง ปรางค์กู่ ขุขันธ์ ภูสิงห์ ขุนหาญ และในอำเภอเมือง จากนั้นควรหาโอกาสเข้าร่วมในพิธีงานบุญเดือนสิบหรืองานสารทเขมร เพื่อทำบุญให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เรียกว่า “พิธีแซนโฎนตา” ขนบธรรมเนียมแห่งความกตัญญูของชาวเขมรถิ่นไทยในอำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เที่ยวชมดินแดนแห่งปราสาทขอมในจังหวัดสุรินทร์ รวมถึงเพลิดเพลินกับดนตรีและการละเล่นของชาวเขมรถิ่นไทย เช่น กันตรึม ดนตรีพื้นเมืองที่ท่วงทำนองเกิดจากกลองโทนและซอ คล้าย ๆ เพลงฉ่อย เพลงเรือ หรือลำตัด แต่จะมีความแตกต่างกันที่เนื้อร้อง กันตรึมเป็นภาษาเขมรที่นิยมใช้กันมากในจังหวัดสุรินทร์ มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของชาวสุรินทร์มาตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีมงคลหรืออวมงคล นอกจากนี้ยังมีการละเล่น เรือมอันเร เรือมอายัย (รำอายัย) ฯลฯ

ศึกษาวิถีชีวิตชาวเขมรถิ่นไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีประชากรพูดภาษาเขมรมากที่สุดในอำเภอต่าง ๆ คือ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ กระสัง ประโคนชัย ห้วยราช สตึก พลับพลาชัย บ้านกรวด และละหานทราย ตามรอยอารยธรรมขอมจากโบราณสถาน ปราสาทต่าง ๆ และการละเล่นการแสดงที่เกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตและความเชื่อ ดังเช่นที่อำเภอประโคนชัย มีการแสดงพื้นบ้านในพิธีกรรมรักษาคนไข้เรียกว่า “เรือมปัลโจล” หรือ “รำเทพประทับทรง”, “เรือมตลอก” หรือ “รำกะลา”, “เรือมก็อนเตียล” หรือ “ระบำทอเสื่อ” นอกจากนั้นแล้วยังมีการเล่น “กันตร๊อบเมือน” หรือ “ปรบไก่” และ “ลิเกเขมร” ซึ่งจะหาชมได้ยาก

ของที่ระลึกจากชาวเขมรถิ่นไทย

ผ้าไหมพื้นเมือง ผ้าไหมปูม ภาษาเขมรเรียกว่า “ซัมป๊วดโฮล” และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ทำมาจากผ้าไหม ผ้าฝ้าย เครื่องเงิน เครื่องจักสานจากหวาย

การเดินทางไปชมชาติพันธุ์เขมรในไทย

จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) จนถึงจังหวัดสระบุรี แยกขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ไปจนถึงจังหวัดนครราชสีมา จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 226 ผ่านจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะมีส่วนชักชวนให้มีผู้สนใจไปเยี่ยมเยือนแดนอีสานใต้ และร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตของชาติพันธุ์เขมร ซึ่งมีความสัมพันธ์กับชนชาติไทยมาช้านาน เพื่อเป็นประสบการณ์ในการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ที่คุณอาจจะนึกไม่ถึงเลยว่าในประเทศไทยยังมีมรดกทางศิลปวัฒนธรรมซึ่งน่าตื่นตาตื่นใจซ่อนอยู่อีกมาก